ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

(สำหรับคนต่างชาติที่อาศัยในประเทศญี่ปุ่น) หากท่านเจ็บป่วยในประเทศญี่ปุ่น…

  1. หากท่านเจ็บป่วยในขณะที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น
  2. สำหรับผู้ที่เป็นห่วงเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวี
  3. เมื่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีชาวต่างชาติจะมาอาศัยอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น
  4. การตรวจ
  5. สถานตรวจที่ให้บริการด้วยภาษาต่างประเทศ

(สำหรับคนต่างชาติที่อาศัยในประเทศญี่ปุ่น) หากท่านเจ็บป่วยในประเทศญี่ปุ่น…

1. หากท่านเจ็บป่วยในขณะที่อาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่น

1.1 ที่ประเทศญี่ปุ่น หากไม่สบาย ลำดับแรก ขอให้ไปตรวจที่คลินิกใกล้บ้านท่าน
โดยขอให้ไปคลินิกตามอาการที่เป็น
หากไม่รู้ว่าจะต้องไปคลีนิกรักษาโรคไหน ขอให้ท่านไปปรึกษากับคลินิกอายุรกรรม(โรคทั่วไป)

・แผนกอายุรกรรม(โรคทั่วไป) (内科; naika) : อาการทั่วไป เช่น เป็นหวัด มีไข้ ปวดท้อง เป็นต้น
・แผนกศัลยกรรม (外科; geka) : เป็นบาดแผล เป็นหนอง
・แผนกศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์(กระดูก) (整形外科; seikei geka) : กระดูก ข้อต่อ ปวดกล้ามเนื้อ เป็นต้น
・แผนกสูติ-นรีเวช (産婦人科; sanfujinka) : เจ็บป่วยโรคของสตรี ตั้งครรภ์ คลอดบุตร
・แผนกหูคอจมูก (耳鼻科; jibika) : โรคเกี่ยวกับหู คอ จมูก
・แผนกจักษุ(ตา) (眼科; ganka) : โรคเกี่ยวกับตา
・แผนกกุมารเวช(เด็ก) (小児科; shonika) : รักษาเด็กเล็กจนถึงเด็กก่อนจบชั้นประถมศึกษา

1.2 กรณีที่จำเป็นต้องไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพิ่มหรือวินิจฉัยโรคเฉพาะทาง หมอที่คลินิกจะทำจดหมายหรือใบส่งตัวคนไข้เพื่อให้ไปรับการตรวจที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่
โรงพยาบาลขนาดใหญ่บางแห่งจะไม่รับตรวจหากไม่มีใบส่งตัวผู้ป่วยจากคลินิกใกล้บ้าน
และแม้จะรับตรวจในกรณีที่ไม่มีใบส่งตัวผู้ป่วยจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มประมาณ 5,000เยน และจะใช้เวลานานมากในการรอก่อนที่จะได้รับการตรวจ

1.3 สิ่งที่จะต้องนำติดตัวไปที่คลินิก
①บัตรประกันสุขภาพ
②เงินสด (คลินิกส่วนใหญ่ไม่รับชำระด้วยบัตรเครดิต)
ค่าเข้ารับการรักษาครั้งแรก 2,000-3,000เยน (เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ป่วยที่มารักษาโรคนั้นเป็นครั้งแรก)
ค่าตรวจวินิจฉัย ค่าตรวจเช็คทางการแพทย์ ค่ายา จะต่างกันขึ้นอยู่กับแพทย์
กรณีที่ไม่ค่อยมีเงินค่ารักษา ขอให้ปรึกษากับแพทย์ตอนที่รับการตรวจ
ทุกคนที่อาศัยในประเทศญี่ปุ่นจะต้องเข้าระบบประกันสุขภาพ (ประกันสุขภาพสังคมหรือประกันสุขภาพประชาชน)
หากไม่เข้าในระบบประกันสุขภาพของญี่ปุ่น ค่ารักษาพยาบาลจะแพงมาก
สำหรับประกันการเดินทางหรือการท่องเที่ยวที่ทำกับบริษัทเอกชน ท่านจำเป็นต้องชำระเงินสำรองไปก่อนในตอนที่เข้ารับการรักษา แล้วจึงทำเรื่องขอเงินคืนจากบริษัทประกันทีหลัง ซึ่งท่านเองจะต้องเป็นคนจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่เป็นมูลค่าที่สูงไปก่อน

ประกันสุขภาพของประเทศญี่ปุ่น

(a)ประเภท

 (a-1) ประกันสุขภาพสังคม
  เป็นประกันสำหรับคนที่ทำงานในบริษัท
  ทางบริษัทที่ท่านทำงานจะเข้าเป็นผู้เอาประกัน ท่านจะถูกหักเบี้ยประกันจากเงินเดือน โดยทางบริษัทจะรับภาระจ่ายเบี้ยประกันให้ท่านครึ่งหนึ่ง

 (a-2) ประกันสุขภาพประชาชน
  เป็นประกันสำหรับบุคคลที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว นักเรียน นักศึกษา และคนที่ไม่ได้ทำงาน
  โดยสามารถทำเรื่องขอเข้าระบบได้ที่แผนกประกันสุขภาพประชาชน ณ ที่ทำการเขตหรือเทศบาลที่ท่านมีชื่ออยู่ในทะเบียนผู้อยู่อาศัย
  ค่าเบี้ยประกันสุขภาพจะถูกกำหนดโดยคำนวณจากค่าภาษีประชาชนที่ท่านได้มีการชำระในปีที่แล้ว
  คนต่างชาติที่จะสามารถเข้าระบบประกันสุขภาพประชาชนนี้ จะต้องเป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนผู้อยู่อาศัยในประเทศญี่ปุ่น (ผู้ที่มีวีซ่าในการอยู่อาศัยในประเทศญี่ปุ่นเกิน 3 เดือนขึ้นไป)
  สำหรับผู้ที่พำนักระยะสั้น หรือมีวีซ่าสำหรับเพื่อเข้ามารักษาพยาบาล จะไม่สามารถเข้าระบบประกันสุขภาพประชาชนนี้ได้

(b)เมื่อเข้าระบบประกันสุขภาพแล้ว

 (b-1) คนที่ออยู่ในระบบประกันสุขภาพ เมื่อเจ็บป่วยหรือต้องเข้านอนในโรงพยาบาล ก็จะสามารถเข้ารับการรักษาโดยจ่าย 30% ของค่ารักษาพยาบาล
 (b-2) กรณีที่ค่ารักษาพยาบาลมีมูลค่าสูง เช่น จากการผ่าตัด หรือเพราะต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน เป็นต้น หากอยู่ในระบบประกันสุขภาพ จะมีระบบช่วยเหลือผู้ป่วยให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลในมูลค่าที่กำหนดไว้เท่านั้น ส่วนที่เกินกว่านั้นไม่จำเป็นต้องจ่าย
 (b-3) กรณีที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคที่รักษายากตามที่ทางประเทศญี่ปุ่นกำหนด หรือมีอาการพิการเกิดขึ้น หากอยู่ในระบบประกันสุขภาพ จะสามารถทำเรื่องขอใช้ระบบช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลพิเศษได้

1.4 การช่วยเหลือในเรื่องภาษา:
มีเทศบาลท้องถิ่นบางแห่งที่มีบริการล่ามสำหรับคนต่างชาติเพื่อให้สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้สะดวกขึ้นแต่ก็ไม่ได้มีบริการในทุกเทศบาลเมือง

กรณีที่ไม่มีบริการล่ามในเทศบาลที่ท่านอยู่อาศัย ท่านอาจจะใช้ใบสอบถามอาการที่ทำขึ้นด้วยหลายภาษา หรือใช้แอปพลิเคชันแปลภาษาสำหรับศัพท์ทางการแพทย์ เป็นต้น
*สามารถดาวน์โหลดใบสอบถามอาการที่ทำขึ้นด้วยหลายภาษา จากเว็บไซต์ขององค์กร CLAIR หรือ AMDA
*มีแอปพลิเคชันแปลภาษาชื่อ VoiceTra


2. สำหรับผู้ที่เป็นห่วงเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวี

2.1 ความแตกต่างของการติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์
เชื้อเอชไอวี (HIV; Human Immunodeficiency Virus) เป็นชื่อของไวรัส หากติดเชื้อไวรัสแล้วปล่อยไว้โดยไม่ได้ทำอะไร เมื่อผ่านไปหลายปีจนถึงสิบกว่าปี สมรรถภาพของภูมิคุ้มกันร่างกายก็จะลดต่ำลง
เอดส์ (AIDS; Acquired Immune Deficiency Syndrome) คือสภาพของการมีอาการติดเชื้อต่างๆแสดงออกมาเมื่อสมรรถภาพของภูมิคุ้มกันร่างกายลดลงจากการติดเชื้อเอชไอวี

2.2 เกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวี
เชื้อเอชไอวีเป็นไวรัสที่มีความสามารถในการแพร่เชื้อที่ต่ำ ไวรัสจะมีอยู่ในเลือด, อสุจิ, สารคัดหลั่งในช่องคลอด, น้ำนม โดยจะติดต่อกันผ่านการมีเพศสัมพันธ์เป็นส่วนใหญ่
เชื้อเอชไอวีจะเข้าสู่ร่างกายผ่านเนื้อเยื่อบุหรือปากแผลสดที่มีเลือดออกอยู่
ความเป็นไปได้ที่เชื้อเอชไอวีจะเข้าสู่ร่างกายได้คือ ผ่านเนื้อเยื่อบุต่างๆทาง ตา, ช่องปาก, ในช่องคลอด, ท่อปัสสาวะ, ทวารหนัก
เมื่อเลือด, อสุจิ, สารคัดหลั่งในช่องคลอดที่มีเชื้อเอชไอวีสัมผัสโดยตรงกับเนื้อเยื่อบุหรือปากแผลก็จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้
การใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอชไอวี จะทำให้เกิดความเสี่ยงสูงที่เลือดที่มีเชื้อเอชไอวีจะเข้าสู่เส้นเลือดของท่านได้โดยตรง จึงทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
การคลอดบุตรผ่านช่องคลอดจากมารดาที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้น จะมีโอกาสที่เลือดของมารดาจะสัมผัสกับทารก จึงมีโอกาสที่จะทำให้ติดเชื้อได้
และการให้น้ำนมจากมารดาก็มีโอกาสที่จะทำให้มีการติดเชื้อไปยังบุตรได้

วิธีลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

a การมีเพศสัมพันธ์
ในระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์ หากมีการป้องกันไม่ให้เลือด, อสุจิ, สารคัดหลั่งในช่องคลอดสัมผัสโดยตรงกับอวัยวะเพศ, รูทวาร, ในช่องปาก ก็จะเป็นการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
การใช้ถุงยางอนามัยจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ในการเลี่ยงมิให้เกิดการสัมผัสโดยตรงกับเลือด, อสุจิ, สารคัดหลั่งในช่องคลอด
ชนิดของถุงยางอนามัยที่มีจำหน่ายคือถุงยางอนามัยสำหรับสวมอวัยวะเพศชาย และถุงยางอนามัยสำหรับสอดเข้าในช่องคลอด
สำหรับกรณีที่อยู่ในสภาวะที่ยากในการใช้ถุงยางอนามัย การทำให้เลือด, อสุจิ, สารคัดหลั่งในช่องคลอดสัมผัสในปริมาณที่น้อยและในระยะเวลาที่สั้น ถือเป็นการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
เช่น หากมีการหลั่งอสุจิในปาก ในช่องคลอด และในรูทวารให้ล้างชำระ หรือหากมีน้ำหล่อลื่นหรือสารคัดหลั่งจากช่องคลอดเข้าปากให้รีบชำระล้าง เพราะจะเป็นการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อหากไม่กลืนอสุจิหรือสารคัดหลั่งจากช่องคลอดเข้าไป
และหากมีรอยแผลที่เนื้อเยื่อบุก็จะทำให้ไวรัสเข้าไปในร่างกายได้ง่าย ทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้สูงขึ้น
ในกรณีที่จะมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก การแปรงฟันจะทำให้เกิดแผลเล็กๆในช่องปากได้ ฉะนั้น อาจจะทำการบ้วนปากและกลั้วคอแทนการแปรงฟัน
กรณีที่เป็นโรคติดต่อทางเพศอื่นๆ หรือมีแผลในช่องปาก หรือเป็นหวัด เป็นต้น จะทำให้เนื้อเยื่อบุหรือผิวหนังเกิดแผลที่ไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายได้ ขอให้ทำการรักษาโรคที่เป็นอยู่นั้นก่อน และควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาให้หายก่อน
กรณีที่ใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยทางเพศสอดใส่ในรูทวารหรือในช่องคลอด จะทำให้มีของเหลวของร่างกายหรือเลือดติดที่อุปกรณ์นั้น
เมื่อใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยทางเพศร่วมกับผู้อื่น จะทำให้มีของเหลวจากรูทวาร สารคัดหลั่งในช่องคลอด และเลือด เป็นต้นของผู้อื่นมาสัมผัสกับเนื้อเยื่อบุของตัวท่าน จึงขอให้หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ร่วมกัน หรือกรณีที่ใช้อุปกรณ์ร่วมกัน ก็ขอให้ล้างก่อนที่จะเปลี่ยนกันใช้ หรือสวมถุงยางเข้ากับอุปกรณ์เครื่องช่วยทางเพศนั้น

b การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
ในการฉีดยา หากใช้เข็มฉีดยาร่วมผู้อื่นในการฉีดสารเสพติด อาจจะทำให้ติดเชื้อกันได้ ขอให้ใช้เข็มใหม่ หรือเข็มส่วนตัวของแต่ละคน
หากจะต้องใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ก็ขอให้ล้างเข็มและฆ่าเชื้อหลังจากที่ใช้เสร็จ ก็จะเป็นการลดโอกาสการติดเชื้อให้ลดน้อยลง แต่ก็ยังไม่เหมาะสมในทางอนามัย ขอให้หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

c การคลอดบุตรจากมารดาที่ติดเชื้อเอชไอวี
มารดาที่ติดเชื้อเอชไอวีที่ตั้งครรภ์นั้น หากรู้ว่าตัวเองติดเชื้อแต่เนิ่นๆ ก็จะสามารถลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไปสู่บุตรในครรภ์ได้ โดยการทานยาต้านไวรัสในช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสม จะทำให้ไวรัสในร่างกายมีจำนวนที่น้อยลง, การคลอดบุตรด้วยการผ่าท้อง, และไม่ให้นมแม่ ก็จะทำให้โอกาสในการติดเชื้อของเด็กทารกลดน้อยลง
ด้วยวิธีเหล่านี้ จะทำให้การติดเชื้อจากมารดาที่ติดเชื้อเอชไอวีไปยังบุตรต่ำกว่า 0.5%


3. เมื่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีชาวต่างชาติจะมาอาศัยอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น

3.1 กรณีของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ทานยาต้านไวรัส (ARV) อยู่แล้ว จะมาอาศัยอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น
ที่ประเทศญี่ปุ่น ไม่ได้มีแจกยาต้านไวรัส (ARV) ให้ผู้ติดเชื้อฟรี
ค่ารักษาพยาบาลราคาสูง จำเป็นต้องเข้าระบบประกันสุขภาพ
จะมีระบบช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ที่อยู่ในระบบประกันสุขภาพนี้
เพื่อขอรับการช่วยเหลือจากระบบช่วยเหลือพิเศษนี้ จำเป็นต้องติดต่อทำเรื่องเพิ่มเติม
ก่อนที่จะเดินทางมาที่ญี่ปุ่น ขอให้เตรียมเอกสารต่อไปนี้มาล่วงหน้าด้วย

①เอกสารที่จำเป็น:
 a) ผลการตรวจเลือด 2 ครั้ง ในขณะที่มีตัวเลขของค่า CD4 ต่ำกว่า 500 และจะต้องมีผลตรวจที่แสดงปริมาณไวรัส, จำนวนของเม็ดเลือดขาว, เกล็ดเลือด, และฮีโมโกลบิน ในช่วงเวลานั้นด้วย
 b) ผลตรวจก่อนที่จะเดินทางมายังประเทศญี่ปุ่น
 c) ใบส่งตัวผู้ป่วยที่ออกโดยแพทย์

②เลือกโรงพยาบาล
มีโรงพยาบาลที่กำหนดให้เป็นโรงพยาบาลที่รับรักษาเอชไอวีอยู่ทั่วประเทศ
หากไม่ทราบว่าจะต้องไปโรงพยาบาลไหน ขอให้ติดต่อมาที่สำนักงาน CHARM
แบบฟอร์มติดต่อสอบถาม

③เข้าระบบประกันสุขภาพ
ก่อนจะไปโรงพยาบาล ขอให้ทำเรื่องเพื่อเข้าระบบประกันสุขภาพสังคมหรือประกันสุขภาพประชาชนก่อน แล้วจำเป็นต้องนำบัตรประกันสุขภาพไปโรงพยาบาลด้วย

④สำหรับท่านที่อาศัยอยู่ในแถบคันไซ ท่านสามารถติดต่อมาที่สำนักงาน CHARM เพื่อขอใช้บริการล่ามทางการแพทย์ หรือขอให้เดินทางไปติดต่อทำเรื่องที่เทศบาลเมืองกับท่านได้
สำหรับท่านที่อาศัยอยู่นอกเขตคันไซ ขอให้ติดต่อสอบถามเพื่อรับคำปรึกษาได้
*เขตคันไซ หมายถึงบริเวณจังหวัด โอซาก้า, เฮียวโกะ, เกียวโต, ชิกะ, นะระ, วะคะยะมะ

⑤ประเทศญี่ปุ่น ไม่มีการปฏิเสธการเข้าประเทศของผู้ติดเชื้อเอชไอวี
ผู้ติดเชื้อเอชไอวีสามารถต่อวีซ่าเพื่อพำนักอยู่ในญี่ปุ่นได้เช่นเดียวกับคนต่างชาติทั่วไป

3.2 กรณีที่ทราบว่าติดเชื้อเอชไอวีในระหว่างที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น
ท่านที่ทราบว่าติดเชื้อเอชไอวีจากการตรวจเอชไอวี
ขอให้เดินทางไปยังโรงพยาบาลที่ได้รับการแนะนำ(พร้อมใบส่งตัวผู้ป่วย) จากศูนย์ตรวจเชื้อเอชไอวี และทำเรื่องเข้าตรวจครั้งแรก

ทำเรื่องเข้าตรวจครั้งแรก(Shoshin tetsuzuki) คือ。。。บริเวณทางเข้าของอาคารโรงพยาบาลขนาดใหญ่ จะมีเคาน์เตอร์ทำเรื่องเข้าตรวจครั้งแรก(ผู้ป่วยใหม่) อยู่ ขอให้ท่านทำเรื่องตามลำดับขั้นตอนต่อไปนี้

① กรอกข้อมูลรายละเอียดในใบขอเข้ารับการตรวจ
② นำใบที่กรอกข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ไปยังเคาน์เตอร์ผู้เข้าตรวจครั้งแรก ขอให้ยื่นใบส่งตัวผู้ป่วยในไปพร้อมกัน
③ รับไฟล์เอกสารการตรวจและบัตรประจำตัวคนไข้ของโรงพยาบาล
④ นำไฟล์เอกสารไปยื่นที่แผนกที่จะเข้ารับการตรวจ
⑤ เข้ารับการตรวจวินิจฉัย และตรวจเช็คสภาพร่างกายต่างๆ
⑥ ถามแพทย์ในกรณีที่มีข้อสงสัย
⑦ ชำระเงิน

สิ่งที่จะต้องนำติดตัวไปด้วย

a) บัตรประกันสุขภาพ
b) ใบส่งตัวผู้ป่วยที่ได้รับจากศูนย์ตรวจเชื้อเอชไอวี
c) เงินสด ประมาณ 10,000 เยน

ท่านที่ทราบว่าติดเชื้อเอชไอวีที่โรงพยาบาล
ขอให้ปรึกษาแพทย์หรือนักสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาล (Social Worker) เพื่อทำเรื่องที่จำเป็นในการเข้ารับการรักษา

③สำหรับท่านที่อาศัยอยู่ในแถบคันไซ ท่านสามารถติดต่อมาที่สำนักงาน CHARM เพื่อขอใช้บริการล่ามทางการแพทย์ หรือขอให้เดินทางไปติดต่อทำเรื่องที่เทศบาลเมืองกับท่านได้
สำหรับท่านที่อาศัยอยู่นอกแถบคันไซ ขอให้ติดต่อสอบถามเพื่อรับคำปรึกษาได้
กรุณาติดต่อสอบถามมายังสำนักงาน CHARM
แบบฟอร์มติดต่อสอบถาม

มีบริการเพื่อเดินทางไปโรงพยาบาลหรือไปติดต่อทำเรื่องที่เทศบาลเมืองต่างกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีเชื้อสายของคนต่างชาติด้วย
การจัดส่งล่ามการแพทย์สำหรับการรักษาเอชไอวีจะไม่มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายค่าล่ามกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีชาวต่างชาติ ขอให้ท่านติดต่อมาได้หากท่านประสบปัญหาในการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหรือตอนที่ไปติดต่อทำเรื่องที่เทศบาลเมือง
ในการจัดส่งล่าม ต้องขอเวลาในการติดต่อกับล่ามของแต่ละภาษา
โดยจะพยายามจัดส่งล่ามไปในวันที่ท่านต้องการใช้บริการล่าม แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะสามารถส่งล่ามไปในวันที่ท่านต้องการ
และต้องเรียนว่าทาง CHARM ไม่ได้มีล่ามทุกภาษา บางภาษาอาจจะไม่สามารถจัดส่งล่ามให้ได้ กรุณาติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงาน CHARM
แบบฟอร์มติดต่อสอบถาม


4. การตรวจ

การตรวจเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศ(STI)

4.1 จะไปตรวจเอชไอวี / STI ได้ที่ไหน?
การที่จะรู้ว่าติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ ท่านจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจเชื้อ
โดยท่านสามารถเข้ารับการตรวจเอชไอวีได้ที่สถานีอนามัย(โฮะเคนโชะ/โฮะเคนเซนเตอร์)ในประเทศญี่ปุ่น โดยที่ท่านไม่จำเป็นต้องแจ้งชื่อสกุลจริง และไม่มีเสียค่าใช้จ่าย
ท่านอาจจะสามารถรับการตรวจโรคติดต่อทางเพศอื่นๆ (เช่น ฟิซิลิส หรือ การติดเชื้อคลามีเดีย เป็นต้น) พร้อมกับการตรวจเชื้อเอชไอวีได้ที่สถานีอนามัยบางแห่ง
การตวจเชื้อเอชไอวียังสามารถทำได้ที่สถานพยาบาลหรือโรงพยาบาลเช่นกัน แต่จะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น
ท่านสามารถหาข้อมูลในการตรวจได้ที่ “เว็บไซต์หาสถานตรวจและปรึกษาเอชไอวี (ภาษาญี่ปุ่น)” หรืออาจติดต่อมาที่ CHARM
แบบฟอร์มติดต่อสอบถาม

4.2 ความหมายของผลตรวจเอชไอวี
ผลตรวจเอชไอวี จะแสดง “HIV Negative(ผลลบ)” หรือ “HIV Positive(ผลบวก)”
“HIV Negative(ผลลบ)” หมายถึงไม่ได้ติดเชื้อ HIV, “HIV Positive(ผลบวก)” หมายถึงติดเชื้อ HIV
กรณีที่ติดเชื้อเอชไอวี โดยส่วนใหญ่หลังจากได้รับเชื้อผ่านไปประมาณ 4 สัปดาห์ ผลตรวจเลือดจะเป็น Positive (ผลบวก)
ฉะนั้นหากตรวจหลังผ่านเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงในการรับเชื้อผ่านไปแล้ว 4สัปดาห์ ผลตรวจที่เป็น HIV Negative(ผลลบ) ก็จะสามารถเข้าใจได้ว่าไม่ติดเชื้อเอชไอวี
ทั้งนี้ ระยะเวลาที่จะมีการแสดงผลบวกในการตรวจนั้นจะขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน
ในแต่ละสถานีอนามัยหรือสถานตรวจเอชไอวีจะมีการกำหนดระยะเวลาที่จะได้ผลตรวจที่ถูกต้องหลังผ่านเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงในการรับเชื้อไม่เหมือนกัน ขอให้สอบถามระยะเวลาที่กำหนดของแต่ละสถานที่ตอนเข้ารับการตรวจ
เช่น สำหรับวิธีตรวจช่วงเวลาค่ำของเทศบาลเมืองเกียวโต จะต้องรอให้ผ่านเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงในการรับเชื้อไม่น้อยกว่า 3 เดือนถึงจะได้ผลที่ถูกต้อง
หากผู้ที่ต้องการเข้ารับการตรวจผ่านเหตุการณ์ที่มีความเสี่ยงในการรับเชื้อไม่ถึง 3 เดือน ก็สามารถเข้าตรวจได้ แต่จะแนะนำให้มาเข้ารับการตรวจอีกครั้งหลังจากที่ผ่านไปแล้ว 3 เดือน


5. สถานตรวจที่ให้บริการด้วยภาษาต่างประเทศ

5.1 เทศบาลเมืองเกียวโต (Kyoto City) (ภาษาอังกฤษ)
เป็นการตรวจแบบ Rapid ช่วงเวลาค่ำทุกวันพฤหัสบดีโดยสามารถเข้ารับตรวจฟรีและไม่ต้องแจ้งชื่อของท่าน
จำเป็นต้องโทรศัพท์มานัดล่วงหน้า
และเพราะมีจำนวนจำกัดในแต่ละสัปดาห์ หากมีการจองล่วงหน้าจนครบจำนวนก็อาจจะไม่สามารถนัดจองในสัปดาห์ที่ท่านต้องการได้
ในวันตรวจท่านสามารถรับบริการล่ามภาษาอังกฤษ ขอให้ท่านแจ้งความประสงค์ว่าต้องการล่ามตอนที่ท่านโทรศัพท์มานัดเวลา

สถานที่: ชั้น1 ที่ทำการเทศบาลเขตชิโมะเกียว (ชิโมะเกียว คุยะคุโชะ)
วันและเวลา:ทุกวันพฤหัสบดี (เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) 18:00-19:30
รายละเอียดของการตรวจ :
 (1) ตรวจเอชไอวีแบบRapid (ตรวจแบบรวดเร็วรู้ผลในวันนั้นใช้เวลาประมาณ1ชม.)
 (2) ตรวจโรคติดต่อทางเพศ (ซิฟิลิส,หนองใน,เชื้อคลามีเดีย) (มารับผลในอีก2ครั้งถัดไปของวันตรวจ)
*การตรวจแบบRapid เป็นการตรวจที่รู้ผลได้โดยใช้เวลาเพียงประมาณ1ชม.หากผลการตรวจแสดงออกมาว่าจำเป็นต้องมีการตรวจยืนยันเพิ่ม ท่านจำเป็นต้องกลับมารับผลอีกครั้งในอีก2ครั้งถัดไปของวันตรวจ

นัดเวลา/ติดต่อสอบถาม

(ภาษาอังกฤษ) : CHARM 06-6354-5902 วันจันทร์ – วันพฤหัสบดี 10:00-17:00
(ภาษาญี่ปุ่น) : หน่วยงานอนามัยเทศบาลเมืองเกียวโต 075-222-4249 วันจันทร์ – วันศุกร์ 9:00-17:30